แนะนำสถานที่วิ่งในประเทศไทย

สำหรับคนรักสุขภาพ ชอบวิ่งออกกำลังพร้อมกับชื่นชมความงามบรรยากาศอันแสนสดชื่นของธรรมชาติไปด้วย วันนี้เราจึงจะมาแนะนำสถานที่วิ่งออกกำลังกายในประเทศไทยกันค่ะ จะมีที่ไหนบ้างนั้นมาดูกันเลย สวนลุมพินี – กรุงเทพ เป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย ตั้งอยู่บนถนนพระราม 4  เป็นสวนสวยขนาดใหญ่ นักออกกำลังกายชาวเมืองมักไปวิ่งกันเป็นจำนวนมาก มีการเดินทางสะดวก เพราะอยู่ใกล้รถไฟฟ้า BTS ตั้งอยู่ใจกลางเมือง จึงทำให้มีทั้งนักออกกำลังกายชาวไทย และชาวต่างประเทศ ปะปนกันไปหมด สวนลุม ทำการก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 7 พร้อมทั้งได้พระราชทานนามว่า สวนลุมพินี ซึ่งเป็นชื่อสถานที่ตามตำนานอันเป็นสวนประสูติของพระพุทธเจ้า แต่พระองค์ได้เสด็จสวรรคตไปก่อนจึงยังไม่แล้วเสร็จ สวนสาธารณะหนองบวกหาด – เชียงใหม่ สวนบวกหาดเป็นสวนสาธารณะอันร่มรื่นเขียวขจี น่ามาวิ่งออกกำลังกายมาก ตั้งอยู่ ณ เมืองเชียงใหม่ อยู่แถวถนนอารักษ์ ซึ่งสวนแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวเชียงใหม่  เพราะเป็นเหมือนจุดศูนย์รวมของคนรักสุขภาพ นอกจากจะมีทั้งผู้คนมาวิ่งออกกำลังกายจำนวนมากแล้ว ก็ยังมีการ รำมวยจีน , เต้นแอโรบิค , โยคะ อีกด้วย สวนบวกหาดนอกจากจะเป็นสวนสาธารณะแล้ว ยังมีร้านจำหน่ายพันธุ์ไม้ มีทั้งไม้ดอกและไม้ประดับอีก สวนสาธารณะแห่งนี้เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 05.00น. – 21.00น. สวนสาธารณะสะพานหิน – ภูเก็ต […]


การวิ่งมีแบบไหนบ้างที่ควรรู้

ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ เราจะเห็นได้ว่าผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจในสุขภาพของตนเองกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารคลีน รวมทั้งการออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ แต่มีการออกกำลังกายชนิดหนึ่งซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนเลยก็ คือ การวิ่ง คนทุกเพศ ทุกวัย เริ่มหันมาให้ความสนใจกันมากขึ้น เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เยอะ มีความสนุกสนาน เป็นการแข่งขันกับตัวเอง มีการวิ่งทั้งช้าและวิ่งเร็ว นอกจากนี้เราจะยังได้เห็นกิจกรรมส่งเสริมการวิ่ง เช่น การแข่งขันวิ่ง หรืองานวิ่งเพื่อการกุศล อีกหลายรายการ และจากระยะทางในการวิ่งที่ไม่ไกลและไม่น้อยเกินไป อย่าง Mini half marathon จึงกลายมาเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่เหล่านักวิ่งเพื่อสุขภาพนิยมเป็นอย่างสูง เนื่องจากเป็นระยะทางเหมาะสมสำหรับการออกกำลังกาย แต่อย่างไรก็ตามก่อนที่เราจะลงงานวิ่งต่างๆ เราต้องมีการเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อน ซึ่งถ้าเราเตรียมตัวไม่ถูกหรือหักโหมมากจนเกินไปก็อาจสร้างโทษมากกว่าประโยชน์ได้ ประเภทการวิ่ง Fun run หรือ เดิน , วิ่งเพื่อการกุศล มีจำนวนระยะทาง 3.5 – 5 กิโลเมตร การวิ่งแบบนี้เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นออกกำลังกายใหม่ ๆ มีประสบการณ์น้อย ผู้วิ่งจะมีความรู้สึกสนุกสนาน เพราะมีเพื่อนร่วมเดินวิ่งเป็นจำนวนมาก เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ ทั้งสนุกและได้สุขภาพไปพร้อมกัน 2. Mini half marathon มีจำนวนระยะทาง 10.5 […]


การฝึกวิ่งแบบ Tempo

การฝึกวิ่งแบบ Tempo ก็คือการฝึกวิ่งที่ต้องให้อัตราการเต้นของหัวใจของผู้วิ่งอยู่ที่ประมาณ 85%-90% ของอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ จะอยู่ในช่วง Heart Rate Zone3-4 ซึ่งแต่ละคนจะมีค่าไม่เท่ากันดังนั้นความเร็วของการวิ่งแต่ละคนจึงไม่เท่ากันเช่นกัน คนที่มีร่างกายที่แข็งแรงกว่า ฟิตกว่าก็จะวิ่งได้เร็วกว่านั่นเอง การฝึกซ้อม Tempo นี้สำหรับผู้ที่ต้องการวิ่งในระยะไกลๆตั้งแต่ฮาร์ฟมาราธอนขึ้นไปเพื่อต้องการให้วิ่งทนและนานขึ้นจนจบการแข่งขัน การวิ่งแบบนี้จะอยู่ในช่วงระหว่าง Aerobic ที่กำลังเข้าสู่ช่วง Anaerobic โดยร่างกายจะผลิตกรดแลคติคแล้วนำไปเผาผลาญเป็นพลังงานของเสียจะออกมาเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ แต่หากร่างกายเผาผลาญกรดแลคติคไม่หมดหรือไม่ทัน ร่างกายก็จะสะสมเอาไว้ตามกล้ามเนื้อจึงทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าและอ่อนแรงและเมื่อมีมากขึ้นก็จะวิ่งช้าลงหรือวิ่งไม่ไหวในที่สุด ดังนั้นหากได้ทำการฝึกวิ่งแบบ Tempo ไปเรื่อยๆก็จะทำให้ร่างกายเราทนต่อสภาพเมื่อยล้าได้นานขึ้นและจะทำให้ร่างกายสามารถนำกรดแลคติคไปเปลี่ยนเป็นพลังงานได้มากขึ้น ซึ่งการฝึกวิ่งแบบนี้จึงเป็นที่จำเป็นของผู้ที่ต้องการที่จะวิ่งระดับฮาร์ฟมาราธอนขึ้นไป โดยหากผู้ใดที่ตั้งเป้าหมายว่าจะวิ่งมาราธอนก็ต้องฝึกวิ่ง Tempo ทุกๆสัปดาห์เบื้องต้นให้ได้อย่างน้อย 15 ก.ม.เสียก่อนแล้วจึงค่อยๆเพิ่มระยะทางให้ไกลขึ้น


การวิ่งแบบนิเสธ

การวิ่งแบบนิเสธ (negative split) เป็นการวิ่งแบบยืนระยะโดยการแบ่งครึ่งระยะทางโดยเวลาที่ใช้ในการวิ่งครึ่งหลังต้องน้อยกว่าในครึ่งแรก เช่น สมมติว่าเราวิ่ง 10 กิโลเมตร ช่วง 5 กิโลเมตรแรกใช้เวลา 35 นาที ส่วนช่วง 5 กิโลเมตรหลังใช้เวลา 30 นาที จะเห็นได้ว่าเวลาที่ใช้ในการวิ่งในครึ่งหลังน้อยกว่าครึ่งแรกดังนั้นจึงเรียกได้ว่าเป็นการวิ่งแบบนิเสธ การวิ่งแบบนิเสธนี้ส่วนมากจะใช้ในการวิ่งระยะไกลตั้งแต่ฮาร์ฟมาราธอนขึ้นไป แต่นักวิ่งส่วนใหญ่ที่เป็นมือใหม่มักจะวิ่งเร็วในช่วงแรกพอถึงครึ่งหลังมักจะหมดแรงจึงมีความเร็วลดลงดังนั้นเวลาที่ใช้วิ่งในครึ่งหลังจึงมากกว่าในครึ่งแรกนั่นเอง หลักของการวิ่งแบบนี้ก็คือหลังจากที่ได้วอร์มแล้วก็เริ่มสตาร์ออกวิ่งด้วย pace แบบสบายๆไปเรื่อยๆเพื่อให้เหลือแรงมากพอในการวิ่งจนจบ พอถึงช่วงครึ่งหลังจึงเริ่มเพิ่มความเร็วขึ้นอีกนิดหน่อย จะเห็นได้ว่าพอถึงครึ่งหลังผู้ที่วิ่งแบบนิเสธมักจะได้วิ่งแซงนักวิ่งรายอื่นๆที่วิ่งเร็วในช่วงแรกจนแรงเหลือน้อยนั่นเอง ดังนั้นนักวิ่งจึงควรสังเกตุ pace ของตนเองทั้งช่วงครึ่งแรก ครึ่งหลังและเฉลี่ยให้ดี เพื่อนำมาใช้ในการวิ่งครั้งต่อไปโดยถ้าฝึกเป็นประจำแล้วเวลาในการวิ่งจะดีขึ้นและจะเหนื่อยน้อยกว่าเดิม แต่ปัญหาของการวิ่งแบบนี้ก็คือ นักวิ่งต้องมีวินัยในการวิ่งในครึ่งแรกให้ดีเพราะส่วนใหญ่มักจะวิ่งโดยใช้ความเร็วตามนักวิ่งคนอื่นๆที่ขาแรงในตอนแรกๆ(บางคนก็แรงตลอดเวลาเพราะวิ่งเก่ง) พอถึงครึ่งหลังจึงมักมีปัญหาที่ความเร็วลดลงเพราะว่าแรงเหลือน้อยนั่นเอง